หลวงปู่หนูเพชร วัดป่าภูมิพิทักษ์ อ.สว่างแดนดิน สกลนคร

เมื่อกล่าวถึงพระเถระอาจารย์ ผู้เป็นที่เคารพศรัทธาแก่เหล่ามวลชน ศิษยานุศิษย์สายวัดป่าแล้ว คงขาดเสียมิได้ที่จะกล่าวถึง “พระราชมงคลวชิรารักษ์” หรือ หลวงปู่หนูเพชร ปัญญาวุโธ วัดป่าภูมิพิทักษ์ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร  ศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า


ประวัติ “พระราชมงคลวชิรารักษ์” หรือ หลวงปู่หนูเพชร ปัญญาวุโธ ประธานที่พักสงฆ์ วัดป่าภูมิพิทักษ์ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร 

 

 

 

-หลวงปู่หนูเพชร ปัญญาวุโธ เกิดที่บ้านบึงโน ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร พ.ศ.2472

บิดา คุณพ่อบุญ ไพบูลย์ มารดา คุณแม่ เคน ไพบูลย์ มีบุตรธิดาร่วม 6 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 4 คน

หลวงปู่เป็น บุตรคนที่2 พี่สาว หลวงปู่ชื่อเล็ก เป็นบุตรคนแรก

"หลวงปู่หนูเพชร ปัญญาวุโธ" แห่งวัดป่าภูมิพิทักษ์ บ้านหนองไผ่ ต.คำสะอาด อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร  ศิษย์เอกของหลวงปู่พรหม จิรปุญโญ วัดประสิทธิธรรม อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี  ศิษย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต แม่ทัพธรรมแห่งภาคอีสาน 

- หลวงปู่หนูเพชร เกิดเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2472 อุปสมบทเมื่ออายุ 20 ปี ในพ.ศ.2492

- หลวงปู่ออกบวชเป็นสามเณร ตอนอายุ 13 ปี โดยมีพระอุปชา (พุฒ ยะโส) ที่วัดบ้านหนองดินดำ ต.ตาลโกน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

บวชเณรได้จนอายุ 16ปี หลวงปู่ได้ลาสิกขา ออกมาเพื่อช่วย บิดา-มารดาทำนา ต่อมาอายุ18 ปี หลวงปู่ได้ไปเรียน ลำกลอน (หลวงปู่ชอบ เพราะลำกลอนเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของชาวอิสาน ใช้ในการรื่นเริง-ต่างๆ) ต่อมาอายุ 19ปี หลวงปู่ได้ขออนุญาติ บิดา-มารดาไปเรียนมวยไทย จากค่ายมวยใกล้บ้าน

แต่ท่านไม่ได้ไปเพราะ บิดา-มารดาของหลวงปู่กลัวว่าหลวงปู่จะเจ็บ

-หลังจากเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์แล้ว ท่านได้ไปเรียนกัมมัฏฐานกับหลวงปู่พรหม จิรปุญโญ ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นใหญ่ของพระอาจารย์มั่น อยู่ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานกับหลวงปู่พรหมระยะหนึ่ง หลังจากนั้นท่านได้ไปเดินธุดงค์กับหลวงปู่ลี ฐิตธัมโม วัดเหวลึก อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ถึงปี พ.ศ.2513 หลวงปู่หนูเพชรได้มาเจอวัดโบราณที่เป็นวัดร้าง ได้ตั้งชื่อวัดว่า "วัดป่าภูมิพิทักษ์" ท่านจึงมาจำพรรษาปฏิบัติธรรมจนถึงปัจจุบัน

-เรื่องเล่าสมัยหลวงปู่มั่น หลวงปู่พรหม

โยม : หากจิตใจเราวอกแวกในขณะปฏิบัติธรรมภาวนาล่ะครับหลวงปู่ เราควรทำอย่างไรครับ ?

หลวงปู่ : (หัวเราะ)เราต้องตั้งมั่นในไตรสรณคมณ์แล้ว ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นให้นั่งนิ่ง งูเงี้ยวเขี้ยวขอหากเรานิ่งมันจะไม่กัด หากเราขยับมันกัดทันที เพราะฉะนั้นให้ยึดเอาไตรสรณคมณ์เป็นที่ตั้ง ถ้าเราไม่เชื่อมั่นในไตรสรณคมณ์แล้ว นั่นหมายถึงเป็นมิฐฉาสมาธิ สิ่งที่ยากที่สุดคือการฝึกตัวเอง ที่เรียน “อัตตาหิ อัตตาอุตโม” การฝึกตนเองนี่แลเป็นการฝึกได้ยาก, กินข้าวกินคำหนึ่งก็ให้รู้ว่าหนึ่งคำ สองคำก็รู้ว่าสองคำ พร้อมทั้งนึกถึงปู่ย่าตายาย สรรพสัตว์ต่างๆที่เรากินเข้าไป ให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลไปด้วย

…หากใครทำได้อย่างนี้ โอโฮ้…ไม่ใช่ธรรมดา!!

เรียกว่าจิตมีสมาธิตั้งมั่นมีปัญญาตั้งมั่นในกองสังขารก็จะเห็นอยู่ในตัวของเรา จะรู้ว่ามูตรคูถ(คืออุจจาระ ปัสสาวะ เสมหะ ขี้มูก เป็นต้น)ที่อยู่ในตัวเราถึงกับไม่เหม็น ขนาดนั้นล่ะ มันมีและเกิดขึ้นได้

…เมือเราฝึกถึงที่สุดขี้ในตัวเรานี้แหละมันจะไม่เหม็น ให้เห็นตัวนั้นแล้วให้ดูให้เห็นให้จิตสงบ สุขใดไม่เท่ากับสุขที่จิตสงบ ถ้าเห็นร่างกายของเราแล้วของคนอื่นก็จะเหมือนของเรา ถึงให้พิจารณากาย เรียกว่า”กายคตา”ให้เห็นเป็นอารมณ์. นั่งนอนยืนเดินให้มีสติติดแนบ หากผู้ใดทำได้ปฏิบัติได้ถือว่าสุดยอด…ลองเฮ็ดเบิ่งเด้อ เฮ็ดลองเบิ่งโลด (หัวเราะ) หากตาในเราเห็นตามความเป็นจริงแล้วจะเกิดความเบื่อหน่าย. ภาษาธรรมเรียกว่า นิพพิทา เบื่อหน่ายในร่างกายของเรา

-สมัยก่อนหลวงปู่พรหม จิรปุณโญ

วัดป่าดงเย็น ตีตะปูผิดขณะสร้างกุฎี ท่านตีตะปูพลาดไปโดนหัวแม่มือแตกถึงขนาดเลือดสาด หลวงปู่พรหมก็ยังตีตะปูต่อไปขณะที่เลือดก็ยังไหลอยู่ หมู่พระต้องจับมือท่านมาห้ามเลือดและพันแผลให้ ถ้างั้นคงจะตีต่อไปทั้งที่เลือดยังไหลอยู่ล่ะ นั้นแสดงว่าท่านสามารถแยกจิตออกจากกายได้ เมือท่านมรณภาพอัฐิท่านก็กลายเป็นพระธาตุ ถือว่าเป็นอริยบุคคลแล้ว จิตพ้นจากมูลเดิมแล้ว ไม่มีความยึดความถือในร่างกาย จิตสบายไปแล้ว ร่างกายเป็นอย่างไรไม่สนใจ นั่นคือสิ่งที่เป็นไปได้

หลวงปู่มั่นนี่ท่านก็ไม่ธรรมดา สำเร็จอภิญญาน ๖ เห็นหมดทุกอย่าง ตาทิพย์ หูทิพย์ กลางคืนก็มองเห็น (ในตอนนั้น)เมือครั้งที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่หนองผืนนาใน. หลวงตาหัดเคยจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่มั่น ท่านเล่าเรื่องนี้ให้หลวงปู่ฟังตอนหลวงปู่เป็นพระหนุ่มอยู่ว่า…หลวงตาหัดอยากจะลองดูว่าหลวงปู่มั่น จะมีหูทิพย์ตาทิพย์จริงหรือไม่ หลวงปู่มั่นท่านนั่งเทศน์ตอนกลางคืนบนศาลาโดยมีพระเณรและญาติโยมนั่งฟังหลวงปู่มั่นเต็มศาลา หลวงตาหัดอยากลองของได้ย่องเข้ามาฟังเทศน์ใต้ถุนศาลาที่เสาด้านล่าง ตรงกับธรรมมาสน์หลวงปู่มั่นเทศน์พอดี เทศน์ไปเทศน์มาหลวงปู่มั่นหยุดเทศน์และบอกว่า…..หัด หัด ไปนั่งหยังอยู่ใต้ตะหล่างนั่น(ไปนั่งอยู่ใต้ถุนทำไม)…..หลวงตาหัดตกใจ หัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม แข้งขาอ่อนก้าวไปไหนไม่ถูก ยังกะไส้เดือนอ่อนปวกเปียกไปหมด เหมือนกับว่าหลวงปู่มั่นท่านค่อยดูอยู่ยังไงยังงั้น พอรวบรวมกำลังทั้งหมดค่อยๆคลานออกจากใต้ถุนศาลา แล้วเดินหมดแรงกลับกุฎีแทบไม่ไหว ตอนเช้ามาหลวงปู่มั่นท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่หลวงตาหัดอายหลวงปู่มั่นแทบแทรกแผ่นดินหนี นั้นคือหลวงปู่มั่นท่านเป็นพระอรหันต์ชั้นยอดในยุคปัจจุบัน (หลวงปู่เล่าไปหัวเราะไป)

โอวาทคำสอนหลวงปู่หนูเพชร ปัญญาวุโธ วัดป่าภูมิพิทักษ์ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

คัดลอกจากหนังสือประวัติหลวงปู่หนูเพชร ปัญญาวุโธ เมือปี ๕๗

- หลวงปู่หนูเพชร เป็นพระเถระที่วัตรปฏิบัติเคร่งครัด เป็นพระชอบเก็บตัวเงียบ ซึ่งในขณะนั้น คณะศิษย์สายชลบุรีได้รู้จักจากการแนะนำของหลวงปู่อ่อนศรี ฐานวโร วัดถ้ำประทุน จ.ชลบุรี เนื่องจากหลวงปู่หนูเพชรได้เคยปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่อ่อนศรี

- หลวงปู่อ่อนศรี ยังพูดบอกอีกด้วยว่า "หลวงปู่หนูเพชร ท่านเก่งกว่าฉันอีก" ก่อนที่หลวงปู่อ่อนศรี ท่านจะมรณภาพ ท่านเคยสั่งไว้ให้คณะศิษย์ไปกราบหลวงปู่หนูเพชร

พระสมเด็จพิมพ์โบราณ รุ่น พยัคฆ์เพชรแสนล้าน

พระสมเด็จถือเป็นจักรพรรดิ์แห่งพระเครื่อง หลวงปู่ท่านได้นำผสมมวลสารศักดิ์สิทธิ์ และอัญมณีธรรมชาติ  เสริมอำนาจปกป้องคุ้มครอง จัดสร้างโดยกรรมวิธีแบบโบราณ เพื่อให้ออกมาสวยงามและทรงคุณค่า ด้านหลังประทับด้วยยันต์หัวใจพญาเสือ และ กำกับด้วยยันต์ประจำองค์หลวงปู่ที่ชาวบ้านรู้เรียกกันว่า ยันต์สามเฮง 

“เสือ” เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจราชศักดิ์สำแดงฤทธิ์ทำให้เป็นที่ครั่นคร้ามเกรงกลัวนับถือแก่ปวงชนและสัตว์ทั้งหลาย ผู้ใดเกิดปีขาลหรือปีเสือโหราจารย์ท่านมักจะทำนายทายทักตามตำราพรหมชาติว่า“ผู้นั้นมักกล้าแข็ง เวลาจะไปหาผู้ใด มักไม่เกรงใจ ผู้อื่นเสียอีกกลับต้องกลัวเกรง ผู้คนมักสรรเสริญเยินยอว่าดีต่อหน้าเสมอ”

ตามคติความเชื่อของคนเล่นของเชื่อว่า“เสือ”เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจราชศักดิ์ สำแดงฤทธิ์ ทำให้เป็นที่เกรงขามนับถือแก่ผู้คนทั้งหลาย ผู้ที่พกหรือใช้เครื่องรางประเภทเสือไม่ว่าจะเป็นเขี้ยวเสือแกะตะกรุดหนังเสือ ผ้ายันต์รูปเสือ รวมทั้งการสักยันต์ลายเสือ จะมีพุทธคุณเด่นด้านคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด รวมทั้งมหาอุด

ถ้าหากนำติดตัวไปหนทางใกล้ไกลหรือเดินทางเข้าป่าดงพงพีเผชิญฝูงสัตว์ร้ายและภูตผีจะมิกล้าทำอันตรายใดๆ เป็นคงกระพันมหาอุดและแคล้วคลาดเป็นที่สุด 

  “พลอยตาเสือ” (Tiger’s Eye) จัดเป็นอัญมณีในตระกูลควอตซ์เช่นเดียวกับแอเมทิสต์และซิทรินซึ่งมีความแข็งระดับ 7 ตามโมห์สเกล จะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่พลอยตาเสือเป็นอัญมณีเนื้อแน่นและทึบแสง มีสีเหลืองอมน้ำตาลไปจนถึงน้ำตาลเข้ม มีมลทินเส้นไหมที่มีลักษณะเป็นริ้วเรียงตัวอัดกันจนแน่นในทิศทางเดียวกันจนเกิดเป็นปรากฎการณ์ที่ให้เหลือบวาวคล้ายกับดวงตาของสัตว์เจ้าป่าจนเป็นที่มาของชื่อพลอยชนิดนี้ 

#นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่าพลอยตาเสือสามารถบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ อาทิ ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง บรรเทาความเครียด รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวความดันโลหิต และด้วยความที่อัญมณีชนิดนี้มีสีน้ำตาลทองจึงมีผู้คนจำนวนมากเชื่อว่ามันเป็นอัญมณีที่จะช่วยบันดาลเงินทอง โชคลาภ และความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ผู้เป็นเจ้าของได้อีกด้วย

สนใจติดต่อบูชาสั่งจองได้ที่ คุณอธิวัฒน์ 063-996-4978 หรือทาง แอปพิเคชั่น ลังกาอมูเล็ต(Langka Amulet App)

ข่าวโดย ไผ่ บ่อไร่

 

Visitors: 343,710